|
   
 

รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะกลับมาเอเชียอีกครั้ง ถือเป็นการเปิดเกมรุกเชิงยุทธศาสตร์ และเชิงสัญลักษณ์ที่ได้ผลเกินคาด

เหตุที่สหรัฐอเมริกาหันกลับมาให้ความสำคัญกับเอเชียเป็นพิเศษอีกครั้ง ทั้งที่หลายปีผ่านมา นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้เน้นที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง และการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับกลุ่มสหภาพยุโรปมากกว่า เพราะเป็นที่รู้กันว่า

1. โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพลไปทั่วโลกผ่านนโยบายต่างประเทศ ทำได้ลำบากไม่เหมือนแต่ก่อน

2. เศรษฐกิจเอเชียอยู่ในช่วงขาขึ้น ประเทศหัวขบวนอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างรวดเร็ว และทำท่าจะกลายเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกในไม่ช้านี้ ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐอเมริกายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

3. เอเชียเป็นตลาดการค้าใหญ่ มีประชากรมากที่สุดในโลก (หากนับรวมจีนและอินเดีย) เมื่อกำลังซื้อของคนในเอเซียมีมากขึ้น การค้าขายในกลุ่มกันเองจึงมีเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ซึ่งทำให้สินค้าจากประเทศที่ต้นทุนสูงกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา เจาะตลาดได้ลำบากมากขึ้น

4. ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะที่หมู่เกาะสแปรทลีย์ (Spratly Islands) และหมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์สำคัญ ที่เป็นช่องทางให้สหรัฐอเมริกาสามารถกลับเข้ามา “แสดงตัว” ทำหน้าที่พี่ใหญ่ ในการรักษาผลประโยชน์ของพันธมิตรเก่าแก่ในเอเซีย เช่น ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม มาเลเซีย ที่กำลังมีปัญหาข้อพิพาทกับจีน

5. นายบารัก โอบามา ต้องเร่งสร้างผลงาน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปี 2555 นี้

เรื่องที่ยกตัวอย่างขึ้นมา มีความชัดเจนว่า หากวันนี้สหรัฐอเมริกาไม่เร่งเข้ามามีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในวันนี้ ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาส และผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ได้

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศพี่ประเทศน้องกับจีน คงต้องมองความสัมพันธ์เชิงแข่งขันของประเทศทั้งสองนี้อย่างใกล้ชิด ในฐานะที่เราเป็นคนกลาง และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งสองประเทศ

เมื่อย้อนกลับมาดูนโยบายการต่างประเทศของไทย คงต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาหลายปี ไทยยังไม่มีนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศที่โดดเด่น เป็นเพราะเราประสบปัญหาการเมืองและความขัดแย้งภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในปีนี้

ถึงแม้เราจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่ปัญหาวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขเฉพาะหน้าก่อน ดังนั้นการจัดยุทธศาสตร์และการวางแผนนโยบายการต่างประเทศส่วนใหญ่ในช่วงนี้ จึงอยู่ในกรอบนโยบายความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างประเทศเดิมๆ ที่ถือเป็นข้อปฏิบัติ ที่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการไปตามข้อตกลงเดิมที่มีมาก่อนหน้านี้

ที่สำคัญ คือ สถานการณ์วิกฤตใหญ่ที่ผ่านมา เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการตัดสินใจของนโยบายต่างประเทศของไทย

ประการแรก อุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าความสนใจของคนทั่วโลก มีมิตรประเทศจำนวนมาก รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ

นอกเหนือจากเงินบริจาคและสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับแล้ว สิ่งที่ผมสังเกตเห็นและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก (climate change) การจัดการป้องกันภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ และความมั่นคงทางอาหารและพลังงานอย่างเป็นระบบ ที่นายกรัฐมนตรีได้มีถ้อยแถลงในเรื่องนี้ ต่อที่ประชุมอาเซียน และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่ผ่านมา

ประการที่สอง การที่สหรัฐอเมริกาส่งนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มาเยือนไทย โดยมีข้อเสนอความช่วยเหลือกู้วิกฤตการณ์น้ำท่วม แม้จะเป็นเรื่องที่ดีแต่ประเด็นข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติของสหรัฐ (HADR) ที่บริเวณท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง ที่อ้างกันว่า จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ คงต้องดูกันต่อถึงความชัดเจน ว่ามีขอบเขตความช่วยเหลืออย่างไร จะสอดคล้องหรือขัดต่อแนวทางการจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติในกรอบอาเซียน (AHA Center) หรือไม่ ที่สำคัญ ฝ่ายไทยจะต้องมีความชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐอเมริกาใช้ศูนย์บรรเทาภัยพิบัตินี้ มาสนับสนุนภารกิจด้านการทหาร หรือสนับสนุนการดำเนินการด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้

ประการที่สาม พม่าซึ่งถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของไทย ได้เริ่มส่งสัญญาณการปฏิรูปการเมืองให้เข้าสู่กระบวนการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งทำให้นานาชาติเฝ้าจับตามองถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ไปเยือนพม่าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาได้แสดงตนเริ่มขยับเข้ามาใกล้ชิดในกลุ่มอาเซียนมากยิ่งขึ้น ต่อไปนโยบายการต่างประเทศและการค้าของไทยที่มีต่อพม่าทั้งในกรอบทวิภาคีและกรอบอาเซียนจะต้องมีความชัดเจนขึ้น

เรื่องสุดท้ายและเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตอย่างแน่นอน คือ การที่สหรัฐอเมริการิเริ่ม ให้มีการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement – TPP) โดยพัฒนารูปแบบจากกรอบสมาชิกประเทศในกลุ่มเอเปค (APEC) เดิม ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน อย่างมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และเวียดนาม เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ TPP แล้ว ส่วนจีนคาดว่าจะไม่เข้าร่วม

คำถามก็คือ ไทยจะอยู่ที่ไหนและจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ ทำอย่างเปิดเผย และต้องรวดเร็ว เพราะหากไม่เข้าร่วม ไทยก็มีโอกาสตกขบวนเสียโอกาสทางการค้า หรือหากเข้าร่วม จะมีส่วนสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มากขึ้น และไทยต้องมีความพร้อมในการเจรจาเปิดตลาดมากขึ้นอีกด้วย

ในเมื่อสหรัฐอเมริกาและจีน ต่างมีแนวนโยบายต่างประเทศต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่เห็นไม่ตรงกันและแข่งขันนกันเช่นนี้ ทำให้ไทยซึ่งเป็นมิตรของทั้งสองประเทศอยู่ในฐานะที่ลำบาก ในการรักษาความเป็นกลาง ดังนั้น ไทยจะต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง เป็นตัวของตัวเอง สนับสนุนสันติภาพในภูมิภาค และไม่เป็นเครื่องมือของประเทศใด ในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญต้องเร่งสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนให้มากขึ้นด้วย

ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไปในศตวรรษที่ 21 ได้ ก็ต้องให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศเชิงรุกมากขึ้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในไม่ช้านี้ จะได้เห็นรัฐบาลประกาศนโยบายการต่างประเทศที่ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจโลก และมีความยืดหยุ่นเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายฐานเศรษฐกิจของเราในตลาดโลก และยกระดับประเทศไทยขึ้นสู่เวทีสากลอย่างสง่างามอีกครั้ง

ต้องตระหนักอย่างยิ่งว่า ประเทศที่ “ไร้นโยบาย” หรือ “do nothing policy” จะยืนอยู่ยากในสถานการณ์โลกทุกวันนี้


Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : Foreign Affairs

13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3112 คน (54.156.92.140) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3112 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com