|
   
 

'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'

เสียงเรียกร้องจากประชาชนและหลายฝ่ายที่อยากเห็นหน่วยงานภาครัฐสามารถแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเบ็ดเสร็จ มีเอกภาพรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ดังขึ้นทุกที ขณะเดียวกันในวิกฤติครั้งนี้ ข้อเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง "กระทรวงน้ำ" เป็นกระทรวงที่ 21 ขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ ก็น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ความจริงแล้ว ข้อเสนอเรื่องกระทรวงน้ำ มีความคิดเห็นกันมานาน และมีความพยายามจะจัดตั้งอย่างจริงจังมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนว่ากระทรวงนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ผมเชื่อว่า หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไปได้ รัฐบาลคงได้บทเรียนในการตัดสินใจสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ ของประเทศที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญในข้อเสนอคงอยู่ที่ว่า ถ้าตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาแล้ว จะสามารถตอบโจทย์เรื่องปัญหาน้ำท่วม และปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ด้านอื่นๆ ได้หรือไม่ อย่างน้อยที่สุด หากไม่สามารถตั้งกระทรวงน้ำได้จริง ก็หนีไม่พ้น ที่จะต้องจัดหรือปรับโครงสร้าง เพื่อให้มีองค์กรที่สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้โดยตรง

ปัจจุบันนี้ รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ ได้บริหารจัดการปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมผ่านกฎหมายหลายฉบับ โดยมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง และหลายหน่วยงานด้วยกัน อาทิเช่น

1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมชลประทาน สํานักฝนหลวงและการบินเกษตร

2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรณ์น้ำบาดาล สำนักจัดการคุณภาพน้ำ

3. กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งานป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค

กระทรวงที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ยังไม่รวมกระทรวงหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดชอบงานที่เกิดจากผลกระทบของน้ำท่วม เช่น กรณีที่เกี่ยวกับสุขอนามัย สินค้าอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม อาหาร การรักษาความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน

วิกฤติครั้งนี้ จะเห็นชัดว่า ความลักลั่น ซ้ำซ้อน และไม่สามารถทำงานประสานกันได้ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ได้ทำให้การบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติ และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ขาดประสิทธิภาพในการสั่งการและติดตามผลการดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นการสั่งการข้ามหน่วยงาน

ดังนั้น หากรัฐบาลตัดสินใจจะตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมา ก็ควรจะต้องรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำ มาไว้ที่เดียวกันให้หมด ซึ่งก็น่าจะถูกกับหลักของการบริหาร เพราะไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน งบประมาณแผ่นดินก็ไม่กระจายไปอยู่หลายกระทรวง ง่ายต่อการควบคุม สั่งการ

ขณะที่ อีกด้านหนึ่ง ก็จะทำให้หลายหน่วยงานสำคัญ ภายใต้หลายกระทรวงถูกโอนย้ายไปกระทรวงใหม่ และอาจต้องปรับบทบาทใหม่ เช่น กรมชลประทาน ที่ทุกวันนี้อยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดิมกรมชลประทานตั้งขึ้น เพื่อเป้าหมายในการส่งน้ำให้เกษตรกรใช้อย่างทั่วถึงเป็นหลัก คลองชลประทานจึงมีหน้าที่ “ส่ง” น้ำจากแหล่งน้ำใหญ่ กระจายไปในที่ที่ขาดแคลนน้ำ หรือพื้นที่เพื่อการเกษตร

หากตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาจริง ต่อไปกรมชลประทานอาจต้องปรับเป้าหมายการดำเนินการใหม่ ให้มีภารกิจแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้นด้วย คลองชลประทานที่เดิมเคยใช้ส่งน้ำให้เกษตรกร ก็ต้องมานั่งดูว่า สามารถใช้เป็นคลองระบายน้ำได้ด้วยหรือไม่

ประเด็นตัวอย่างเหล่านี้ ต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างใหม่ คำนึงถึงผลได้ ผลเสีย รวมทั้งแนวคิดในเชิงทฤษฎีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นสากลด้วย

หลังจากมีการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนตกผลึกในทุกแง่ทุกมุม ว่าการจัดตั้งกระทรวงน้ำ หรือองค์กรที่รับผิดชอบด้านน้ำ ขึ้นมา จะสามารถรองรับภารกิจใหม่ ที่กำหนดได้หรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาความลักลั่นซ้ำซ้อนเดิมได้หรือไม่ มีความพร้อม เพียงพอต่อการรองรับการป้องกันบรรเทาพิบัติภัยน้ำท่วม ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมมีข้อห่วงใย สำคัญไม่แพ้เรื่องการจัดทำโครงสร้างกระทรวงใหม่ หรือองค์กรใหม่ เพื่อมาดูแลเรื่องน้ำ คือ ต้องไม่ละเลย ให้ความสำคัญกับผู้บริหาร ที่มีความสามารถในการบริหารวิกฤติ (crisis management) ที่มีสมรรถภาพสูง มีความน่าเชื่อถือ รัฐมนตรี หรือผู้บริหาร ที่มารับหน้าที่ ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้เป็นอย่างดี สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องได้ มิฉะนั้น ผลที่ได้รับก็คงไม่ต่างไปจากของเดิมมากนัก

ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากน้ำ ในการสร้างความอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมเศรษฐกิจของชาติให้เจริญเติบโตด้วย ที่ผ่านมาเราใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย จนมีความรู้สึกว่าเป็น "ของตาย" ไม่ต้องสนใจมากนัก ซึ่งนับเป็นความโชคดี เพราะเราไม่ได้ขาดน้ำอย่างหลายประเทศในโลก แต่ขาดการบริหารจัดการน้ำที่ดีมากกว่า แต่บังเอิญปีนี้เป็นปีที่มีน้ำมากกว่าปกติ จนเกิดวิกฤติน้ำท่วมครั้งใหญ่ และมีแนวโน้มว่าในอนาคต ไทยอาจจะมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้นอีกด้วย จนทำให้ทุกฝ่ายไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป จึงต้องมาร่วมคิดกันใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้น้ำเกิดประโยชน์มากที่สุดแก่ประเทศ

ผมหวังว่า หลังวิกฤติคลี่คลายลง คงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลในการตัดสินใจดำเนินการปรับปรุงกลไกการบริหาร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกกี่ครั้งในอนาคต รัฐบาลก็ "เอาอยู่" ครับ

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

2 พฤศจิกายน 2554 16:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2118 คน (54.156.58.187) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3176 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com