|
   
 

คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?

นโยบาย(หาเสียง)ของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ กำลังถูกหลายกลุ่มในสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เอาเข้าจริงๆ จะทำได้อย่างที่ให้สัญญาไว้หรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามตอนต่อไป หลังจากที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว

ผมดูกระแสที่เกิดขึ้นหลังจากมีความชัดเจนเรื่องจับขั้วรัฐบาล ในช่วงกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ว่านี้ มีหลายเรื่องด้วยกัน ตั้งแต่ การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำของผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท นโยบายการรับจำนำข้าว เครดิตการ์ดเกษตรกร การงดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล รวมไปถึงโครงการสร้างเขื่อนถมทะเล เป็นต้น

นโยบายเหล่านี้ หากมองอย่างผิวเผิน ดูเฉพาะหัวเรื่อง ก็ไม่น่ากังวลมากนัก แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปก็จะพบว่า บางนโยบายอาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน การผลิต การลงทุน และการบริการอยู่บ้าง แต่ก็เชื่อว่า ผู้ที่กำหนดนโยบายเหล่านี้คงได้ศึกษาถึงผลกระทบมาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดังนั้น การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ น่าจะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน อธิบายได้ว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและประชาชนได้อย่างไรบ้าง

ในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและประกาศนโยบายหลักเร่งด่วน 2 เรื่องใหญ่ คือ เศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนและการปรองดองแห่งชาตินั้น ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ผมอยากเห็นรัฐบาลใหม่ ย้อนกลับไปพิจารณาถึงปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องในช่วงรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยว่า มีเรื่องใดบ้างที่ควรพิจารณาทบทวนแก้ไข

โดยเฉพาะกรณีที่เป็นต้นเหตุทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความรู้สึกของผู้คน แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก แต่กลับมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนโดยทั่วไป และกลายเป็นสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาที่ทำให้ราคาสินค้าในหมวดอาหารแทบจะทุกหมวด ต้องปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ก็คือ "วิกฤตน้ำมันปาล์มขาดตลาด"

ถึงแม้สาเหตุส่วนหนึ่ง จะเกิดจากผลผลิตปาล์มที่เก็บเกี่ยวได้น้อยลงจากปัญหาน้ำท่วมและจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นแรงบวกที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกและในประเทศ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว ยิ่งรวมกับแนวทางการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มของภาครัฐ ที่ปล่อยปละละเลย ให้น้ำมันปาล์มสำรองลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ปล่อยให้เกิดการกักตุนสินค้าและโก่งราคาขายแพงเกินควร นอกจากนั้น ยังมีการประกาศควบคุมราคาขายปลีกผิดจังหวะเวลา กำหนดโควตาขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน ต้องเข้าแถวเพื่อแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์ม

ด้วยเหตุที่ว่านี้ จึงทำให้รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ ถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งจากประชาชน และสื่อมวลชน

ฉะนั้น การเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเอาใจใส่ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

ที่ผมเห็นว่า กรณีน้ำมันปาล์มมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแล้ว ยังสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาในการวางแผนบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานของสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยในแต่ละชนิดได้ เช่น ข้าว ยาง มันสำปะหลัง น้ำตาล ฯลฯ เพื่อวางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้า และประเมินสถานการณ์ความต้องการในตลาดได้อย่างถูกต้อง

ผมจะขอเน้นประเด็นนโยบายด้านการเกษตร ที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. ความชัดเจนของนโยบายต่อ "สินค้าเกษตร" แต่ละตัว ว่าจะดำเนินการและดูแลอย่างไร เพื่อให้เกษตรกรได้ขายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

2. ผู้รับผิดชอบดูแลสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เข้ามากำกับดูแล ควรเป็นบุคคลที่เข้าใจในประเด็นปัญหาอย่างดี ที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีม สามารถจะแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในภาพรวม และแก้ไขปัญหาเป็นรายสินค้าได้ด้วย

3. ไม่โกง หมายถึง ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญสูงสุด เพราะจะเป็นต้นตอของความล้มเหลวในการบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปาล์มอย่างเดียว แต่หมายถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่สำคัญมากที่สุดก็คือ "ข้าว" ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการจำนำได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2554 นี้ รัฐบาลจะถูกจับตา ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดเหตุการณ์ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น เช่น การสวมโควตา ทำสต็อกลม การปลอมปนข้าว การประมูลข้าวที่ไม่โปร่งใส ฯลฯ

4. การวางแผน วางมาตรการ ภายใต้กรอบนโยบายที่วางไว้ การวางแผนและมาตรการต่างๆ ต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีสินค้าเกษตรที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารและใช้เป็นพืชพลังงานได้ด้วย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน

เราจะเห็นปัญหาเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพราะความต้องการพืชพลังงานเพื่อไปใช้เป็นพลังงานทดแทนก็จะมีมากขึ้น อีกด้านหนึ่งกลายเป็นทำให้พืชที่ผลิตเป็นอาหารเหลือน้อยลง ทำให้อุปทาน(supply) มีน้อยลง จึงส่งผลทำให้ราคาพืชอาหารปรับตัวสูงขึ้น โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ “จะวางแผนการดำเนินการอย่างไรเพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างการผลิตและการบริโภคพืชอาหารและพืชพลังงาน”

5. การบริหารจัดการในส่วนของต้นทุนการผลิต เนื่องจากปัญหาต้นทุนการผลิตมีความสำคัญต่อเกษตรกรมาก เพราะทุกวันนี้ เกษตรกรขายได้เท่าไหร่ หักต้นทุนการผลิตแล้ว ขาดทุนทุกครั้ง

ดังนั้น นโยบายที่ดี ต้องมีความเข้าใจการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้องเข้าใจว่าจะดูแลต้นทุนการผลิตอย่างไร ที่จะทำให้การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างกรณีปาล์มน้ำมัน จะเห็นได้ชัดว่าผลผลิตต่อไร่ของปาล์มน้ำมันไทยก็ยังต่ำกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่มาก แม้จะเริ่มทำการวิจัยและพัฒนาแล้ว(R&D)

นอกจากนี้ จะต้องคิดเสมอว่า จะทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุนให้เกษตรกรได้ เพราะทุกวันนี้ ปุ๋ยยังมีราคาแพง ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ แพงหมด รวมทั้งค่าเช่าอื่นๆ ทั้งค่าเช่านา ค่าเช่าหรือซื้ออุปกรณ์ที่ช่วยในการผลิต เช่น เครื่องสูบน้ำ รถแทรคเตอร์ ก็แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้คือ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ก็ยังยากจนเหมือนเดิม

6. การบริหารจัดการในส่วนของราคา ในกรณีสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสูง หรือสร้างผลกระทบให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง การบริหารจัดการเรื่องราคาจะมีความสำคัญ เพราะการยกระดับราคาข้าว เช่น การประกาศนโยบายจำนำข้าวขาว 15,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน ถึงแม้จะทำให้ชาวนาได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไปสร้างผลกระทบต่อระดับราคาข้าวเปลือกและข้าวสาร และเกี่ยวพันไปถึงความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกของข้าวไทยในตลาดโลก ต้องคิดวางแผนให้รอบคอบ และให้ความสำคัญในการพิจารณาประเด็นสำคัญทั้งสองด้าน

ต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา เป็นลักษณะงูกินหาง แก้ส่วนหนึ่งไปกระทบอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่นอนที่สุด คือมีการนำเงินภาษีอากรของราษฎรไปอุดหนุนสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้ ซ้ำยังปรากฎว่า มีการแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายอีกมากมาย ดังนั้น ความชัดเจนในเชิงนโยบายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรของรัฐบาลควรมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งมากที่สุด

รัฐบาลใหม่กำลังเป็นที่คาดหวังจากประชาชน ว่าจะมีความสามารถเพียงพอ ที่จะดูแลเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับปากท้องให้ดีขึ้น ช่วยทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกลง ไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนให้เดือดร้อน

ที่สำคัญรัฐบาลยังถูกคาดหวังสูงไปกว่านั้น คือสามารถวางนโยบายและแนวทางเพื่อนำทรัพยากรสำคัญของไทย โดยเฉพาะด้านการเกษตร มาทำให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่ามากขึ้น เพื่อความกินดีอยู่ดีเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมด้วย

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

29 กรกฎาคม 2554 17:22 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3299 คน (54.156.92.140) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3111 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com