|
   
 

นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"

จากจุดเริ่มต้นจนกระทั่ง 5 ปีล่วงมาแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยก ที่เกิดขึ้นหลังจากปี 2549 จนนำมาสู่การแบ่งแยกประชาชนคนไทยเป็นสีต่างๆ อย่างทุกวันนี้ ก็ยังไม่คลี่คลายลง

แม้จะมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่แล้วก็ตาม แต่บรรยากาศกลับดูเหมือนว่า ปัญหาเดิมอาจปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เพราะคู่ขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งแกนนำมวลชนของแต่ละฝ่าย และฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่หันหน้าเข้าหากัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายในสังคม จะพยายามจะแก้ปัญหาด้วยแนวทาง "ปรองดอง" ซึ่งหมายถึง การรอมชอม ประนีประนอมกันระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย แต่ดูเหมือนว่า ปัญหาที่สั่งสมมาตลอด 5 ปีนี้ ได้ทำให้การปรองดองกลายเป็นเรื่องยาก ที่ไม่ใช่จู่ๆ จะมีคนกลางเข้ามาห้ามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้หยุดทะเลาะกัน แล้วกลับมาคืนดีกัน กลายเป็นมิตรต่อกันได้ เพียงชั่วข้ามคืน

กรณีนี้ ผมเห็นว่า แนวทางปรองดองเพื่อยุติความขัดแย้งในประเทศเรา มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชากร 67 ล้านคนโดยตรง รวมไปถึงภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อไทย และความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

สภาพความขัดแย้งระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกันเองเช่นนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่อ่อนแอลงในสายตาชาวโลก และทำให้ "โรคแทรกซ้อน" สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และความมั่นคง
ที่ผ่านมา ก็ปรากฎให้เห็นกันแล้วในหลายกรณี

หากวันนี้ เราไม่เร่งแก้ไข อีกไม่นาน ประเทศไทยก็จะพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ยากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เป้าหมายหลักของการปรองดองแห่งชาติในวันนี้ ก็คือ แนวทางที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความสงบ แข็งแรง และประชาชนเป็นสุข ซึ่งทุกฝ่ายสมควรเห็นพ้องต้องกัน และต้องช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องบอบช้ำ ประชาชนมีทุกข์ไปมากกว่านี้ แม้บางคน บางฝ่าย อาจจะต้องเสียสละสถานะบางอย่างไปบ้างก็ตาม

ผมจะไม่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ผ่านมาว่า ฝ่ายใดถูกต้องหรือผิด ได้ผลดีหรือไม่ เพราะเรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่ที่ยังชัดเจน คือ ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่

อีกไม่นาน รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ จะมีภาระพิเศษเพิ่มเติมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การนำประเทศไปสู่การปรองดอง

ขณะเดียวกัน ในเชิงนโยบาย แม้ว่าหลายฝ่ายรวมทั้งฝ่ายการเมืองจะมองว่า ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญมาก ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่สำหรับเรื่องปรองดอง ถึงแม้ดูเหมือนจะสำคัญน้อยกว่า แต่สำหรับการดำรงอยู่อย่างปลอดภัยของประเทศไทยแล้ว การปรองดองน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นลำดับแรก พรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จึงต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้

หากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ มีแนวนโยบายเกี่ยวกับปรองดอง ตามที่ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศว่า "ขอแก้ไข ไม่แก้แค้น” นั้น ต้องถือว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก และจะดียิ่งไปกว่านี้ หากปฏิบัติได้ทันที ที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล

ส่วนกลไกที่จะนำไปสู่การปรองดอง ที่ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้ยืนยันแล้วว่า จะให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ซึ่งรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งขึ้น ทำหน้าที่ต่อไปอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ก็ถือเป็นการรูปธรรม ที่จะนำไปสู่แนวทางปรองดองอย่างมีความหวัง

ผมเห็นว่า แนวทางปรองดองของรัฐบาล จะต้องกำหนดให้ชัดเจน ทั้งแนวทางในระดับนโยบาย และการประสานนโยบาย ให้เพียงพอต่อการส่งสัญญาณไปถึงผู้รับผิดชอบในกระบวนยุติธรรม ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลให้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน มากกว่าจะมากำหนดหน้าที่ในเรื่องรูปแบบและวิธีการ

ดังนั้น “นโยบาย” ของรัฐบาล ในกรณีนี้ เรื่องแรกที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การกำหนดแนวนโยบายปรองดองที่ผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย การคลัง ต่างประเทศ กลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับ คอป.เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ส่วนนโยบายเรื่องที่สอง คือ การมีแนวทางที่ให้ คอป.สามารถดำเนินการได้อย่าง "อิสระ" โดยแท้จริง ปล่อยให้คอป.พิจารณา กระบวนการ วิธีการ และขั้นตอนต่างๆ ได้โดยตรง

ผมขอฝากรัฐบาลใหม่ ที่กำลังจัดตั้งในขณะนี้ว่า นโยบายปรองดอง ที่หลายพรรคการเมืองประกาศไว้ ขอให้ทำจริง และทำให้สำเร็จ ที่สำคัญรัฐมนตรีที่มากำกับดูแลกระทรวง หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าใจแล้วปฏิบัติตามแนวนโยบายปรองดองอย่างแท้จริง

ที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ต้องละเอียดอ่อน ไม่ไปสร้างเงื่อนไขที่จะขยายความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก ด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายตรงกันข้าม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรม อย่าให้เกิดสองมาตรฐานอย่างที่ผ่านมา

ส่วน คอป.ที่เริ่มทำงานมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ก็อยากเห็นความชัดเจนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ แล้วเริ่มนับหนึ่งในกระบวนปรองดองแห่งชาติ

สำหรับฝ่ายการเมืองโดยรวมแล้วสมควรที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการปรองดอง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของ คอป.หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง

ความขัดแย้งของคนไทย ที่เปรียบเสมือนกองไฟที่ลุกโชนอยู่ในเวลานี้ หากหวังจะให้ดับไปเอง คงเป็นไปไม่ได้ แนวทางที่จะร่วมกันดับไฟในชาติ ถึงแม้จะยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากวันนี้เรามีจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน คือสร้างความสงบให้บ้านเมือง และต้องช่วยกันดูแลไม่ให้ใครมาเติมเชื้อไฟ ที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเสียหายไปมากกว่านี้

จากนี้ไป ผมก็ได้แต่หวังว่า การปรองดองในประเทศไทยของเรา จะเริ่มนับหนึ่งได้อย่างแท้จริง อยากเห็นทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้ง หันหน้าเข้ามาตกลงกันว่า วันนี้เราจะไม่ยอมปล่อยให้ความขัดแย้งของคนในชาติดำรงอยู่ แล้วปล่อยให้มันเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความเข้มแข็งของประเทศได้ต่อไป

หากทุกฝ่ายทำได้จริงจัง อย่างที่ผมหวังไว้ เมื่อนั้นเราคงจะเริ่มเห็นแสงสว่างแห่งการปรองดอง ที่จุดติดแล้วอย่างแท้จริง

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

14 กรกฎาคม 2554 13:53 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2374 คน (54.224.168.206) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3257 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com