|
   
 

อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?

ชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวันนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ได้เข้ามามีอิทธิพลและความสำคัญต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องและพัฒนาอย่างรวดเร็ว

เริ่มต้นด้วย PC หรือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal computer) ที่วิวัฒนาการมาจากเครื่องประมวลผลขนาดใหญ่ (Main frame) เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในโลก ปี 2515 เป็นการเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น Xerox PARC ของบริษัท Xerox Alto ต่อมาจึงลดขนาดเล็กลง โดยเน้นเรื่องการใช้งานส่วนตัวและงานขององค์กรมากขึ้น จากนั้น PC ก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ได้นำ PC เข้ามาใช้อย่างกว้างขวางทั่วไปในองค์กรภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา นักเรียน และผู้ใช้ทั่วไป โดยคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่นำเข้ามาในประเทศ เป็นแบบ Main frame โดยติดตั้งไว้ที่ ภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2506

หากย้อนกลับไปดูการสำรวจในปี 2545 จะพบว่าปริมาณการใช้ PC ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติประเทศไทย หรือ NECTEC ได้ประเมินว่า มีผู้ใช้ PC คิดเป็น 936,000 ครัวเรือน และคาดว่าในปี 2549 จะมีผู้ใช้ PC เพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 ล้านครัวเรือน

ดังนั้น ในวันนี้ ปี 2554 ผมคาดเอาว่าแนวโน้มการใช้ PC ในเมืองไทย น่าจะมีไม่น้อยกว่า 4-5 ล้านครัวเรือน

ในประเทศกำลังพัฒนา และมีประชากรจำนวนมากอย่างจีนและอินเดีย ที่มีทั้งคนรวยและคนจน แต่ตลาด PC ของทั้งสองประเทศ กลับมีอัตราที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น ก็ยังให้ความสำคัญกับการนโยบายระดับประเทศ เพื่อผลิต PC ภายในประเทศราคาถูก เพื่อให้คนยากจนสามารถซื้อใช้ได้อีกด้วย

มาถึงวันนี้ เรื่องที่น่าสนใจได้เกิดขึ้นกับวงการคอมพิวเตอร์อีกครั้ง คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า Tablet เริ่มเข้ามาทดแทนตลาด PC แล้ว

ฝ่ายวิเคราะห์ของ Goldman Sachs กล่าวว่า เราจะได้เห็น Tablets กลืนตลาดของ PC ไปอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่า คอมพิวเตอร์แบบ Tablet จะขายได้ระหว่าง 50–80 ล้านเครื่องทั่วโลกในปีนี้ ซึ่งจะไปแย่งตลาดของ PC ถึงร้อยละ 35

ประเทศจีนและอินเดียเอง ก็เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็ว จึงเริ่มปรับตัวด้วยการหันไปผลิต Tablet กันมากขึ้น บางรุ่นที่ผลิตมาสำหรับนักเรียน นักศึกษา มีราคาต่ำเพียงเครื่องละประมาณ 30 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 900 บาทเท่านั้น (คาดว่ารัฐบาลคงต้องเข้าไปอุดหนุนราคาด้วยบางส่วน)

ในความเห็นของผม ประเทศไทยซึ่งเข้าสู่กระบวนโลกาภิวัฒน์ และอยู่ในกระแสการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับประชาคมโลก มีความจำเป็น ต้องเดินหน้าตามเทคโนโลยีให้ทัน เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้

ดังนั้น การติดตามความก้าวหน้า การเตรียมวางนโยบายและแผน จึงมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการมองไปข้างหน้า ที่จะให้คนไทยสามารถมี Tablet ที่มีคุณภาพใช้ ในราคาถูก จึงเป็นเรื่องที่น่าจะพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุน เพื่อการผลิตภายในประเทศ หรือเชื้อเชิญกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารระดับแนวหน้าของโลกมาลงทุนในไทย เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญ ในด้านการศึกษา ที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเรียนการสอน ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นการเรียนการสอนผ่านทีวี แบบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช กระทั่งพัฒนามาเป็นการสอนผ่านระบบดาวเทียม จนทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้ก้าวมาถึงการเปิดให้นักเรียนสามารถใช้อุปกรณ์ PC Laptop หรือ Tablet มาเป็นอุปกรณ์ในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

ฉะนั้น เราต้องคิดว่า จะสนับสนุนให้นักเรียนมีอุปกรณ์เหล่านี้ใช้หรือไม่ หรือคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองเกินไป

อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาถึงเทรนด์โลก จากโครงการ “One Laptop Per Child” ในการประชุม World Economic Forum ปี 2006 ร่วมกับ United Nations Development Program หรือ UNDP ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณโครงการนี้ ผลิตคอมพิวเตอร์ Laptop ราคาถูก ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยให้เด็กในประเทศที่พัฒนาน้อยสามารถใช้ Laptop เป็นสื่อในการเรียนรู้ ก็จะเห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้ รัฐบาลและองค์กรของประเทศต่างๆ เช่น อุรุกวัย เปรู เม็กซิโก โคลัมเบีย กานา เซียร่าลีโอน อินเดีย รวันดา อาร์เจนตินา ปารากวัย หรือแม้แต่ สหรัฐ เอง ก็สั่งซื้อ Laptop จากโครงการนี้ไปให้นักเรียนใช้ โดยตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2550 จนถึงปัจจุบันนี้ (พฤษภาคม 2554) มีการสั่งซื้อไปแล้วทั้งหมด 2,093,500 เครื่อง

ประเทศไทยเองก็เคยคิดทำโครงการ One Laptop Per Child ในช่วงปี 2549 แต่หลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โครงการนี้ก็ไม่มีใครพูดถึง

กระทั่งถึงวันนี้ ก็มีการสร้างกระแสจะนำโครงการนี้กลับมาใหม่ แต่เปลี่ยนเป็นการใช้ Tablet แทน Laptop ซึ่งถือว่า เปลี่ยนไปตามการปรับตัวของเทคโนโลยี ก็ปรากฎว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นเรื่องที่สูญเปล่า สิ้นเปลืองงบประมาณ

หากเราย้อนกลับไปดูแนวคิดเบื้องต้นของโครงการนี้ ตั้งแต่ปี 2549 จะพบว่า เทคโนโลยีสื่อการสอน คือส่วนสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัย 6-9 ขวบ ที่ทักษะทางสมองสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ในเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารมีความสำคัญต่อประเทศไทย และมีส่วนพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะการเรียนการสอนเยาวชนของชาติให้เข้าถึงองค์ความรู้ ดังนั้นเครื่องมือที่จะนำประชาชนไปสู่แหล่งปัญญา ก็หนีไม่พ้น PC ที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็น Tablet ที่สามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกแห่ง

ประเด็นปัญหาในเวลานี้ก็คือ เราจะทำอย่างไรกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถตามทันเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ในราคาที่เหมาะสม

หรือเราจะปล่อยให้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำของคนในชาติ ในศตวรรษที่ 21 ยิ่งกว่านี้

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

11 กรกฎาคม 2554 08:35 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2537 คน (54.156.92.140) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3111 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com