|
   
 

กาแฟขม

โดย วันวลิต ธารไทรทอง

นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)


ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเก่ง พร้อมกันนั้น ได้ทอดความคิดไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ในห้วงแห่งความคิดของผม
ผมมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นหลายอย่าง เพราะแม้เราจะผ่านจากความรุนแรงทางการเมืองและวิกฤตการณ์การเงินโลกมาเมื่อปีกลาย แต่เราก็มีปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไขรวมถึงปัญหาใหม่ ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นด้วยท่าทีที่คุกคามหลายประการ

ประการแรก ผมมองเห็นปัญหาข้าวยากหมากแพงของคนไทย ราคาอาหารและพลังงาน
พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก ในประเทศของเราเองราคาอาหารนอกจากจะแพงขึ้นเกือบทุกชนิด แถมในบางชนิดก็เกิดการขาดแคลน เช่น เกิดการขาดแคลนน้ำมันปาล์มกระทั่งต้องต่อแถวขอซื้อตามโควตา และการขาดแคลนน้ำตาลทั้งที่ประเทศของเราส่งออกน้ำตาลสูงเป็นอันดับที่สองของโลก

ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราเป็นเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก การขาดแคลนอาหารหรืออาหารแพงเกินอำนาจซื้อของคนไทยไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ และคงไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายกันจนเกินไปถ้าจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทย ผมอยากให้เรามีการจัดโซนการเพาะปลูก พื้นที่ภาคส่วนใดเหมาะแก่การปลูกพืชอะไร ปลูกเพื่อเป็นอาหารเท่าไหร่ เพื่อเป็นพลังงานเท่าไหร่ และเพื่อส่งออกเท่าใด รัฐบาลจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดขึ้น และสร้างมาตรการจูงใจมาสนับสนุน (แต่ไม่บังคับ) กลไกตลาดเพียง
อย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยได้

ทางด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเพิ่มจนผู้ใช้รถทั้งที่เพื่อการเดินทางและเพื่อการขนส่งไม่รู้
จะปรับตัวไปทางใดแล้ว ทางเลือกของการเดินทางและการขนส่งระบบรางซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า
ก็ดูจะยังไปไม่ถึงไหนในประเทศของเรา คนไทยส่วนใหญ่จึงยังอาศัยการเดินทางโดยถนนเป็นหลัก ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถแท็กซี่ รถตู้ ฯลฯ

การขนส่งก็เช่นเดียวกัน เราพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากกว่า 80% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ฟังแล้วเศร้านะครับ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่พลังงานเหล่านั้นถูกใช้ไปกับการเดินทางและการขนส่งที่ด้อยประสิทธิภาพ ผมก็เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน
ที่ขอเอาใจช่วยให้โครงการปฏิรูปรถไฟที่กำลังพิจารณากันอยู่มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท ให้ทำได้จริง ทำได้ดี และทำอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์คนไทยเป็นสำคัญ


ประการที่สอง ผมเห็นแรงกดดันของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย หลายคนคาดการณ์ว่า ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เราจะพบกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อไปพร้อม ๆ กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ยังไม่รู้เงินเฟ้อจะขยายตัวต่ออย่างไร การบริหารจัดการด้านต้นทุนน่าจะเป็นความจำเป็นแรกๆ ของภาคเอกชนไทย เช่น การลดต้นทุนการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต

ประการที่สาม ผมเห็นอัตราดอกเบี้ยที่กำลังเป็นขาขึ้น ผมเชื่อว่าเพราะธนาคารชาติต้องการควบคุมการเร่งตัวของเงินเฟ้อมิให้เตลิดจนคุมไม่อยู่ในภายหลัง เหมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นภาระแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุนที่ต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพราะสินเชื่อต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยนั้น อัตราดอกเบี้ยจะปรับตามที่รับมาจากธนาคารชาติ ภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่มั่นคงเช่นนี้ เมื่อมองทิศทางดอกเบี้ยแล้ว ก็อดเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยไม่ได้จริง ๆ ผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อขยายการลงทุนหรือการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยคงจะต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น

ประการที่สี่ ผมมองเห็นหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลดภาระด้านรายจ่ายแก่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ผมเห็นด้วยว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำ แต่หนี้ภาครัฐก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากภาระผูกพันของมาตรการเหล่านี้ ผมกังวลว่าในระยะยาวรัฐบาลจะหารายได้มาพอใช้หนี้หรือไม่ ฉะนั้น การเร่งหารายได้ของรัฐเพิ่มและการเค้นประสิทธิภาพจากระบบราชการจึงเป็นหนทางที่ต้องทำโดยด่วน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า การหารายได้เพิ่มที่ดีมิใช่การส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรไปรีดภาษีตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง โดยตรวจดูว่ามีชามกี่ใบ ช้อนกี่คัน หรือการไปจัดเก็บภาษีผู้ขายข้าวหลามตามไหล่ทางหลวง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรีดเลือดจากปู

ประการที่ห้า ผมมองเห็นวิกฤตการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น มีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งคงพูดยากว่าอะไรถูกอะไรผิด ขึ้นอยู่ว่าเราใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดในการอธิบาย ผมยังมองไม่ออกว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด “สมดุลแห่งอำนาจ” ที่เฉลี่ยความพอใจของคนหลายๆ กลุ่มจะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมได้แต่วิงวอนให้เราไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นคนไทยด้วยกันเพื่อปรับหาสมดุลแห่งอำนาจอย่างเป็นธรรม

ประการที่หก ผมมองเห็นวิกฤตสังคมที่เป็นเหมือนมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยมายาวนาน ทั้งปัญหาเด็กติดเกม วัยรุ่นตีกัน รายการโทรทัศน์ที่เต็มไปด้วยละครและเกมโชว์ที่เน้นความบันเทิง ซึ่งก็เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ายังขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง กระแสวัตถุนิยมที่ขยายตัวอย่างไม่ไว้หน้าอุดมการณ์นามธรรมอื่น ๆ นักบวชจำนวนไม่น้อยประพฤติไม่เหมาะสม ระบบการศึกษาตกต่ำ มหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นโรงพิมพ์ปริญญา ฯลฯ เรียกได้ว่า แตะไปตรงไหนก็มีคำถามเชิงตัดพ้อว่า ทำไมสังคมไทยถึงเป็นเช่นนี้


ผมคิดว่า เรื่องของทัศนคติและค่านิยมต่อการใช้ชีวิตเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสังคมไทย โดยจะรอต่อไปไม่ได้ เราต้องเร่งสร้างค่านิยมต่อการมีและการใช้ชีวิตที่ยึดศีลธรรมเป็นเครื่องนำทางแก่สังคม รวมถึงการขยายที่ยืนให้อุดมการณ์อื่นๆ ที่ละเอียดอ่อนกว่า ลึกซึ้งกว่า และมีความหมายต่อชีวิตมากกว่าคุณค่าอันตื้นเขินของวัตถุ

ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ผมมองเห็นวิกฤตการกระจายรายได้ของประเทศไทย แม้เราจะมีมหาเศรษฐีใหม่ระดับหมื่นล้านเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในกลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เครือ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยดำรงชีวิตอยู่กับหนี้สินและความยากจนข้นแค้น เรามีปัญหาความเหลี่อมล้ำทางรายได้ที่สูงมาก จนเกิดคำกล่าวว่า สังคมไทยอยู่ในสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ผมหวังว่าแนวคิดการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดบนพื้นฐานการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแก่สังคมจะถูกผันออกมาใช้ในเร็ววัน

ผมเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยกปัญหาและแนวทางแก้ไขทั้งหมดขึ้นพิจารณาจนมองเห็นความเชื่อมโยงกัน และหากเราสามารถถักทอแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้เข้าหากันได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงในทิศทางสอดคล้องมีเหตุมีผลต่อกัน อาทิเช่น ถ้ารัฐสามารถหารายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะบรรเทา หนี้ภาครัฐก็จะลดลงจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรัฐอาจมีรายได้มากพอจะส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพสวัสดิการของคนไทยในพื้นที่ต่างๆ เช่นเดียวกับถ้าเราสามารถสร้างระบบการเดินทางและการขนส่งระบบรางที่มีประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถลดการนำเข้าพลังงาน ลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคธุรกิจไทย เหล่านี้เป็นต้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราไม่สามารถผสมผสานแนวทางแก้ปัญหาข้างต้นไปสู่การปฏิบัติ เราก็จะพบกับการแผ่ขยายของปัญหาต่างๆ ในทิศทางที่สัมพันธ์กัน กระทั่งเกิดเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างที่เราเป็นอยู่

เพียงแค่ 50 กว่าปี นโยบายการพัฒนาทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้น และเมืองไทยกำลังอยู่ปากประตูของความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เมืองไทยกลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า ผมถามตัวเองว่า ผมจะทำอะไรได้บ้างเพื่อประเทศที่ผมรักและพี่น้องร่วมชาติของผม ในขณะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สนับสนุนด้านการพัฒนา อย่างน้อยที่สุด ผมต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถกับบทบาทที่มีอยู่ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่ไม่ผิดพลาด ผมภาวนาให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ผมหยิบกาแฟขึ้นจิบ พลันรู้สึกขึ้นว่า กาแฟของผมวันนี้ ช่างเป็นกาแฟที่ขมกว่าทุกๆ วัน

Posted By : นายวีระศักดิ์  โค้วสุรัตน์
File Under : General

1 มิถุนายน 2554 13:32 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2525 คน (54.224.168.206) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
5 ปีที่ขัดแย้ง
 
นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
19 กันยายน 2554 13:00 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3483 คน
 
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” บ่อย ... แต่ก็แทบจะไม่เคย เห็นว่ารัฐไหนประเทศใด โดยเฉพาะช่วงที่กำลังพัฒนาจะสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้อย่างแท้จริง จริงอยู่ บางชาติในยุโรปอ...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> สปาบำบัด : กระแสนิยมผู้บริโภคยุคใหม่
>> รายงานการค้าและการพัฒนา 2011
>> เปิดเสรีแรงงานอาเซียน AEC 2015 ...มีจริงหรือ ?
>> จากการเมืองออสเตรเลียถึงการเมืองไทย
>> รายงานการลงทุนโลก 2011
>> เสริมบรรยากาศปฏิรูปการเมือง
>> แรงงานต้นทุน
>> ค่าแรงมาตรฐาน V ค่าจ้างขั้นต่ำ
>> บรรยากาศปรองดอง
>> นิรโทษกรรม
>> เสียสละ
>> โลจิสติกส์ : ตัวแปรสำคัญการแข่งขัน
>> เมืองไทยหลังเลือกตั้ง
>> เปิดเสรีอาเซียนกับธุรกิจการศึกษานานาชาติในไทย
>> “สเต็มเซลล์” วิทยาศาสตร์การแพทย์กับการค้าและการพัฒนา
>> Needs กับ Wants
>> เตรียมทีมไทยในเวทีสากล
>> กาแฟขม
>> การปรับตัวของเศรษฐกิจครัวเรือนในสหรัฐ
>> พลังงานนิวเคลียร์ คุ้มค่า หรือหายนะ
>> กฎหมายในฐานะเครื่องมือลดโลกร้อน
>> ASEAN : มองอย่างเข้าใจ
>> “เรา” จะคุ้มครองการลงทุนของไทยในต่างแดนได้อย่างไร ?
>> แย่งกันขีดเส้นสมมุติ...
>> ประเด็นร้อนของ “จีน”
>> Food Security vs. Energy Security
>> อัศวิน SDR
>> แรงงานจบใหม่ ล้นตลาดหรือขาดแคลน
>> สูงวัย...ต้องใจสู้ ...
>> สมดุลของ : พืชอิ่มท้องกับพืชอิ่มถัง
>> ห่วงแบรนด์ . . .ห่วงไทย
>> ฮาลาล.....บริบทที่ไทยไม่ควรมองข้าม
>> กำเนิดทฤษฎีใหม่
>> ข้าว : อ่านเขาแล้วมองตัวเรา !
>> จาก REDD ถึง REDD+ แนวคิดใหม่ในการลดโลกร้อน
>> อิสลาม, ธนาคารและการค้าระหว่างประเทศ
>> Climate Change
>> ปรองดอง
>> โลกมุสลิม......ทางเลือกใหม่ของไทย
>> Climate Change ประเด็นร้อนที่ต้องตัดสินใจ
>> ภาวะโลกร้อนภัยที่คนไทยไม่ควรมองข้าม
>> เทรนด์ไหน ? คือคุณ...
>> ปฏิรูปการศึกษา
>> Best Country
 
   
 
 
Dai-Ka.com