|
   
 

“หมอประเวศ” ยก 7 ยุทธศาสตร์แก้วิกฤตการศึกษาไทย

“หมอ ประเวศ” ยก 7 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน สสค.ชี้การศึกษาไทยเข้าสู่วิกฤติ ขาดวัฒนธรรมทางปัญญา-คิดมิติเดียว แนะศึกษาแบบสร้างสัมพันธ์รอบด้าน สร้างค่านิยมใหม่ ด้านนักวิจัยเผยการศึกษาไทยเน้นระบบอ้วนเด็กผอม ขังเด็กในห้องเรียน ตัดขาดชีวิต-วัฒนธรรมการเรียนรู้ ย้ำยุทธศาสตร์ ‘สสค.’ ต้องเน้นปฏิรูปการศึกษาที่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม เพื่อสร้างเด็กเก่งในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างคุณค่าให้ระบบการศึกษาอาชีวะ ตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจสังคม ขณะที่IMD ชี้การศึกษาไทยร่วง 4 อันดับในเอเชีย
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 30 มิถุนายน ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี ถ.ศรีอยุธยา ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวในการประชุม“กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน” เรื่อง “สังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเด็กและเยาวชนไทย” ว่า ยุทธศาตร์การขับเคลื่อน สสค.ควรมี 7 ข้อ คือ 1.สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ : รวมกลุ่ม (Mapping) คนที่วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเป็นต้นแบบ 2.ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย 3.สร้างโครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง 4.ทำให้การอ่านเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ 5.ปฏิรูปการเรียนรู้ในสถานศึกษา : การศึกษาต้องตั้งโจทย์คำถามตัวเอง จนทำให้ครูเกิดความเชี่ยวชาญในกระบวนการเรียนรู้ 6.สร้างองค์กรเรียนรู้-องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ และ 7.การสื่อสารกับการปฏิรูปการเรียนรู้

ศ.นพ.ประเวศกล่าวด้วยว่า การศึกษาเป็นการปฏิรูปที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยที่เรียกว่า วิกฤตสุดๆ แบบไม่มีทางไปในทุกด้านนั้น เพราะสังคมไทยมีความซับซ้อน เชื่อมโยง คนไทยยังขาดวัฒนธรรมทางปัญญา เพราะเราอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีภัยธรรมชาติน้อย ทำให้เรานั่งนอนเก็บเกี่ยวทรัพยากร โดยที่ไม่มีการพัฒนาทางปัญญา ซึ่งปัญหาใหญ่ของการศึกษา คือ การคิดแบบมิติเดียว โดยแยกการศึกษาออกจากการเรียนรู้การใช้ชีวิตจริงในท้องถิ่น ตัดขาดจากวัฒนธรรมทางสังคม โดยยึดติดกับระบบที่ใช้ครู ห้องเรียนเป็นตัวตั้ง เด็กจึงเป็นแต่ผู้รับ ทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน

“เรา มีทรัพยากรในการเรียนรู้อยู่ในชีวิตจริง แต่ขังเด็กให้อยู่ในห้องเรียน ตัดขาดกับการปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการใช้ชีวิต ทำให้เด็กขาดจินตนาการในการพัฒนา การศึกษาไทยจึงถูกมองว่าเป็นการท่องวิชา เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ในความเป็นจริงมนุษย์เรามีความสามารถหลายมิติ การศึกษาที่แบ่งแยกวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ออกจากการเรียนรู้ ทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นเด็กไม่เก่ง การศึกษาควรเป็นกระบวนการที่สร้างสัมพันธ์รอบด้านกับครอบครัว สังคมและชุมชน ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพการเรียนรู้ที่สูงขึ้น ที่สำคัญเวลาปฏิรูปใดใดต้องมองให้เป็นระบบ เพื่อการพัฒนารากฐานสังคมที่มั่นคง ก่อให้เกิดการศึกษาเพื่อชุมชน โดยคนในชุมชน ก็จะทำให้สังคมมั่นคง” ศ.นพ.ประเวศกล่าว


ศ.นพ.ประเวศกล่าวอีกว่า การเกณฑ์เด็กให้เรียนระดับอุดมศึกษานอกพื้นที่ ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นเรื่องของธุรกิจ และการสอบเอนทรานซ์กลางเป็นประตูสวรรค์กับนรก ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำงานเป็น อดทน และมีความรับผิดชอบได้ เพราะฉะนั้นควรสร้างค่านิยมใหม่ว่า เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนในระบบอุดมศึกษาเท่านั้นเพื่อจะประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ปรับทัศนคติเกี่ยวกับอาชีวศึกษาว่าเป็นรากฐานที่ตอบโจทย์ให้ แก่สังคม แรงงาน หากทำสำเร็จก็จะตอบสนองความต้องการของสังคมเศรษฐกิจได้มาก

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและที่ปรึกษาอนุกรรมการ สสค.กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญเกินกว่าที่จะให้ภาคส่วนใดภาค ส่วนหนึ่งรับผิดชอบ สิ่งสำคัญในการศึกษา คือ ต้องมีการมองตัวเอง ประเมินตัวเอง และปรับปรุงตัวเอง ขอยกพระบรมราโชวาทที่ว่า การศึกษาเป็นการพัฒนาที่เป็นระบบ และมีจุดมุ่งหมาย โดยรับสั่งว่า การพัฒนาต้องอาศัยจิตใจที่ต้องหวงแหนแผ่นดินของเรา และเราต้องช่วยกันเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน คำว่ารู้หมายถึงการแยกแยะสิ่งดี สิ่งเลว รักหมายถึงการมีความรักในการปฏิบัติ เมื่อผ่านขั้นตอนการรู้จริงแล้ว ต้องสร้างฉันทะ หรือความรักในการทำงาน

“เรา มาประชุมกันเพื่อทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมไทย เราต้องรู้จริง เราต้องเข้าใจว่า อะไรคือ ความเข้มแข็งของระบบการศึกษาไทย ประเทศไทยเป็นของเรา การศึกษาไทยมีความสำคัญมากต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ตั้งแต่ระดับรากหญ้านั้นก็จะส่งผลในการพัฒนาสังคมไทยต่อไป”

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชด์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยเป็นประเด็นที่สังคมต้องเข้ามาร่วมมือกัน การปฏิรูปการศึกษาการเรียนก็เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ หากไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยคงลำบาก บทเรียนสำคัญของสสส.สะท้อนชัดว่า ต้องมีการมองเชิงระบบ เชิงความคิด และมีกลไกพิเศษ ที่เข้ามาช่วยให้การศึกษาดำเนินไปได้ สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต (สสค.) ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองในการปรับเปลี่ยนตัวระบบการศึกษา โดยบอร์ดสสส.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ให้การสนับสนุนเบื้องต้น โดยมี นพ.ศุภกร บัวสาย เป็นผู้จัดการสสค. ซึ่งต่อไปก็จะต้องหารูปแบบในการดำเนินการต่อไป

ขณะที่ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึงกรณีศึกษา “Quality Education Fund” เขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง) สาธารณรัฐประชาชนจีนกล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยเป็นระบบที่อ้วนเด็กผอม คือ พัฒนาแต่ระบบด้วยการใส่เงินเข้าไป แต่ไม่ตรงจุด ขณะที่ฮ่องกงเน้นการให้ทุนที่ตรงตามความต้องของนักเรียน และตอบโจทย์ตามแผนพัฒนาสังคม ทำให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน โดยโครงงานจะเน้นให้เด็กอยากเรียนรู้ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ในสังคม ทั้งนี้ การวิจัยพบว่า หากครูเก่ง เด็กก็จะเก่ง เพราะฉะนั้นหากระบบการศึกษาได้สนับสนุนไปถึงตัวครู แล้วก็จะทำให้เกิดการพัฒนา 100% เพราะฉะนั้นจุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่กับการสร้าง แต่เป็นการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ

ขณะที่ สมรรถนะด้านการศึกษาในภาพรวมปี 2552 International Institute for Management Development (IMD) จัดอันดับด้านการศึกษาให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 47 จากทั้งหมด 57 ประเทศทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ลดลงจากปี 2551 สี่อันดับ ด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา พิจารณาจากอัตราการเข้าเรียนและไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่

ประเทศ ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 42 ถือว่าลดอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ได้ หลังจากอัตราสูงร้อยละ 7.4 คงที่ติดต่อกันถึง 4 ปี แม้ปี 2550 จะลดลงเหลือร้อยละ 5.9 แต่อันดับยังถือว่าคงที่เมื่อเทียบกับปี 2549 คืออันดับที่ 42 จากทั้งหมด 57 ประเทศ ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันในภาพรวม ปี 2553 ประเทศไทยยังครองอันดับที่ 26 เท่าเดิม จากทั้งหมด 58 ประเทศ โดยเพิ่มจากปีที่แล้วมา 1 ประเทศ คือประเทศไอซ์แลนด์ ที่ได้อันดับที่ 30

การลงทุนทางการศึกษา เมื่อพิจารณาจากร้อยละของงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาในภาครัฐต่อผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) พบว่า ปี 2550 ประเทศไทยมีการลงทุนทางการศึกษาร้อยละ 4.4 ของ GDP อยู่ในอันดับที่ 32 เพิ่มจากปี 2549 ร้อยละ 0.4 ทำให้อันดับดีขึ้น 7 อันดับ แต่เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย พบว่า ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการศึกษาสูงกว่าหลายๆประเทศ โดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่อันดับตัวชีวัดภาพรวมด้านการศึกษาประเทศไทยยังถือว่าด้อยกว่า ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มาเลเซียลงทุนทางการศึกษามากขึ้นทุกๆปี โดยในปี 2550 ลงทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.2 ทำให้อันดับกระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 18 ดีขึ้น 29 อันดับ แซงประเทศไทยเป็นปีแรก

ด้านอัตราส่วนนักเรียนต่อครู ระดับประถมศึกษา 18.3 ต่อ 1 ระดับมัธยมศึกษา 21.7 ต่อ 1 อยู่อันดับที่ 41 และ 52 ตามลำดับ ในขณะที่ผลการประเมินการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของการศึกษาระดับ มหาวิทยาลัย ในปี 2552 พบว่า ยังตอบสนองความสามารถในการแข่งขันไม่ได้เท่าที่ควร อยู่อันดับที่ 29 มีคะแนนการประเมิน 5.13 คะแนน จาก 10 คะแนน เป็นรองสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และไต้หวัน ที่มีคะแนน 7.9, 6.1, 6.0 และ 5.3 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากลยังอยู่ในระดับไม่เป็นที่น่าพอใจและยังล้าหลัง หลายๆ ประเทศ ทั้งด้านโอกาส คุณภาพ และประสิทธิภาพทางการจัดการศึกษา

Posted By : Anawat  Komyuong
File Under : General

19 สิงหาคม 2553 14:14 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3890 คน (54.224.168.206) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
“หมอประเวศ” ยก 7 ยุทธศาสตร์แก้วิกฤตการศึกษาไทย
 
Anawat Komyuong
19 สิงหาคม 2553 14:14 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3890 คน
 
 
“หมอ ประเวศ” ยก 7 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน สสค.ชี้การศึกษาไทยเข้าสู่วิกฤติ ขาดวัฒนธรรมทางปัญญา-คิดมิติเดียว แนะศึกษาแบบสร้างสัมพันธ์รอบด้าน สร้างค่านิยมใหม่ ด้านนักวิจัยเผยการศึกษาไทยเน้นระบบอ้วนเด็กผอ...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> ผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ ค่าใช้จ่ายสุขภาพแม้เพียง 30 บาทก็สำคัญสำหรับคนจน
>> ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับต่อโครงการก่อมลพิษมาบตาพุด
 
   
 
 
Dai-Ka.com