|
   
 

"3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ

เทคโนโลยีระบบ 3G (Third Generation Mobile Network) หรือมาตรฐานโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 กำลังกลายเป็นเรื่องสิ้นหวังสำหรับผู้บริโภคและคนไทย เนื่องจากมีปัญหาติดขัดมาโดยตลอด แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนจะมีความพยายามนำมาพัฒนาระบบโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

เวลานี้ หากเปรียบเทียบระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยกับนานาประเทศ ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยี 3G ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2544 โดย NTT DoCoMo ประเทศญี่ปุ่น และปัจจุบันเทคโนโลยี 3 G ได้รับการพัฒนาให้เป็นฐานสำหรับการก้าวกระโดดไปสู่เทคโนโลยี 4 G

ความล่าช้าของระบบ 3G ในประเทศเราทุกวันนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ระหว่างการปรับตัวของภาคเอกชน หรือต้นทุนการพัฒนาระบบที่สูงจนไม่คุ้มทุน หรือจากภาครัฐที่กฎระเบียบและข้อจำกัดที่เข้มงวด รวมทั้งการให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนในการรื้อปรับนโยบายครั้งแล้วครั้งเล่า หรือรอความชัดเจน ในการตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ให้เสร็จภายใน 180 วัน หลังจากที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีผลบังคับไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมาเสียก่อน

เมื่อเกิดความล่าช้าอย่างไม่ปกติอย่างนี้ จึงไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปถึงเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจหลายแง่มุม แบ่งกันไม่ลงตัวบ้าง กีดกันบริษัทโทรศัพท์มือถือบางรายไม่ให้ชนะการประมูลบ้าง หน่วยงานของรัฐทำผิดกฎหมายบ้าง การเมืองเข้ามาแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางกลุ่มบ้าง

ไม่ว่าจะมาสาเหตุใดก็ตาม แต่เชื่อว่า หลายปัจจัยมีส่วนสำคัญที่ทำให้การเปิดใช้ระบบ 3G ประสบปัญหามาตลอด และผลของความล่าช้า ก็ทำให้โดยรวมของประเทศเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ไปอย่างมาก

หากตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ระบบ 3G มีความจำเป็นต่อประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน ผมเข้าไปหาคำตอบส่วนหนึ่งได้จากรายงาน World in 2010 ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ International Telecommunication Union (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามดูแลการพัฒนาระบบการสื่อสารโทรคมนาคมของโลก และเป็นผู้วางมาตรฐานโทรศัพท์ระบบ 3 G พบว่า สิ้นปี 2553 มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 739 ล้านคนในปี 2543 เป็น 5,282 ล้านคนในปี 2553

ลงไปในรายละเอียด ก็พบว่า ผู้คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศกำลังพัฒนาถึง 3,845.8 ล้านคน ส่วนคนในประเทศพัฒนาแล้ว 1,435.9 ล้านคน

ในจำนวน 5,282 ล้านคนนี้ มีคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในระบบ 3G เพียง 940 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังมีสัดส่วนไม่มากนัก แค่ 17% เท่านั้น แต่อัตราการเติบโตของโทรศัพท์ 3G กลับมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูจากข้อมูลในปี 2550 มีเพียง 95 ประเทศเท่านั้นที่ใช้ระบบ 3G แต่เพียงแค่ 3 ปีให้หลัง คือในปี 2553 ประเทศที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ 3G ได้เพิ่มขึ้นเป็น 143 ประเทศ ที่น่าสนใจคือ มีบางประเทศได้ก้าวเข้าสู่การให้บริการ 4G ไปแล้ว เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ยูเครน และสหรัฐ

เมื่อดูจากแนวโน้มของเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยของสังคมข้อมูลข่าวสาร คงปฏิเสธได้ยากว่า การพัฒนาไปสู่ระบบ 3G มีความสำคัญเทียบเท่าการสร้างถนน สร้างสะพาน ทางรถไฟ เพราะเป็นการพัฒนา "โครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร" ที่จำเป็นของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ 3G สามารถให้บริการได้ไม่จำกัดเพียงแค่เสียง หรือ Non-Voice Service แต่มีรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นบนเครือข่ายในยุคตระกูล 2G ได้ ทั้งการรับส่งข้อมูลข่าวสารจำนวนมากๆ เช่น การดู TV ผ่านโทรศัพท์มือถือ การซื้อขายสินค้าผ่านระบบมือถือ ไปจนถึงบริการ Video Telephony และ Video Conference ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตากัน

เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้อีกมากมาย รวมไปถึงการนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการใช้ระบบ 3G เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอน หรือการเข้าถึงแพทย์ผ่านระบบ VDO conference ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือแก้ไขกันอยู่

สำหรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในยุคนี้ ก็เปรียบเสมือน ในอดีตที่ทั่วโลกเปลี่ยนจากทีวีขาว-ดำ มาเป็น ทีวีสี ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนเองจะต้องคำนวณต้นทุนและความคุ้มทุนเองว่าควรจะปรับเทคโนโลยีมาใช้กับทีวีสีหรือไม่ และเมื่อไหร่ แต่ในกรณี 3G ของประเทศไทยนี้ ปัญหาของภาครัฐก็คือ ไม่ได้เตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าไปไกลมาก และมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งภาครัฐทุกวันนี้ ดูเหมือนต้องพึ่งพาภาคเอกชนให้เป็นผู้ชี้นำนโยบาย จนในที่สุดก็กลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการผูกขาดอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ และยากต่อการแก้ไข

แต่จากสถานการณ์ในวันนี้ ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดระบบ 3G ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอสมควรแล้ว ยังมีโอกาสที่ภาครัฐจะตั้งหลักกันใหม่ในเรื่องนี้ แล้ววางแนวทางให้ชัดเจน โปร่งใส โดยมีเป้าหมายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศนี้ต้องมีไว้เพื่อการพัฒนาและประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ผมเห็นว่าภาครัฐควรวางหลักการให้ชัดเจน ดังนี้

1) นโยบายและแผนระดับชาติ (National Policy) ในการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องมีความชัดเจน จริงจังและสอดคล้องกัน โดยออกเป็นกฎหมาย ข้อบังคับ ที่มีขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างชัดเจน ภาคเอกชนและประชาชนจะได้สามารถเตรียมการรองรับในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ ที่สำคัญ ต้องกำหนดบทบาทของภาครัฐให้ชัดเจนด้วยว่า จะทำหน้าที่ดูแลกฎระเบียบ (regulator) หรือเป็นผู้ให้บริการ (operator) เพราะทุกวันนี้ TOT (บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน) และ CAT (บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด มหาชน) ก็ยังทำหน้าที่เป็นทั้งกรรมการและผู้เล่นในเวลาเดียวกัน จนทำให้การตีความสถานะทางกฎหมายสับสน

ตัวอย่างที่สำคัญคือ นโยบายบรอดแบนด์ที่คนไทยต้องการผลักดันให้เกิด แต่ปรากฎว่า ที่ผ่านมาไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐานความเร็วสูงที่เป็นระบบไร้สาย หรือคลื่นความถี่วิทยุ ทั้งๆ ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น ในวันนี้ บรอดแบนด์ก็ยังคงเป็นเพียงคำพูดสวยหรู ที่ไทยสูญเสียโอกาสไป

2) ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน ในระบบให้มากขึ้น อย่าจำกัดแต่ผู้เล่น หรือผู้ประกอบการรายเดิมๆ แม้กระทั่งรัฐ หรือองค์กรของรัฐ ก็ไม่สมควรเข้ามาครอบครองคลื่นความถี่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะขัดกับหลักการของการเปิดเสรีคลื่นความถี่อย่างชัดเจน ภาครัฐควรลดบทบาทการทำกำไรจากการให้บริการสาธารณะเป็นการสร้างโอกาส การเปิดตลาดและสนับสนุนการแข่งขันโดยคนไทยและบริษัทไทยมีโอกาสในการเติบโต คิดง่าย ๆ ว่า หากมีการประมูลคลื่นความถี่ 3G เกิดขึ้น ประเทศไทยก็จะมีผู้ให้บริการรายใหม่ที่เรียกว่า Mobile Network Operator (MNO) และ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) ตลาดการแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากที่เดิมมี “ขาใหญ่” อยู่เพียงไม่กี่ราย ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รายเล็ก รายย่อยที่ไม่เคยมีโอกาสเลย ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

3) ต้องกำกับดูแลไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้บริการ ซึ่งในปัจจุบันบริษัทเอกชน ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือถูกร้องเรียนมากมาย จากการคิดค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ยาก รวมทั้งการให้บริการเสริม หรือแม้กระทั่งการให้บริการแบบพร้อมใช้ (Prepaid Subscriber) ที่คนมีรายได้น้อยเป็นผู้ใช้บริการเป็นส่วนใหญ่อยู่ในขณะนี้

วิธีการแก้ไขที่ง่ายที่สุด คือการเปิดตลาด เพิ่มจำนวนผู้ให้บริการ และให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบผู้ให้บริการอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การขาดหลักการทั้ง 3 ข้อนี้เองได้นำไปสู่ปัญหาในการพัฒนาระบบ 3G เช่น กรณีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเดือนกันยายน 2553 ให้ล้มการประมูล 3G โดยอ้างเหตุผลว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไม่มีอำนาจประมูลใบอนุญาต แต่ท้ายที่สุดตัวเองกลับเป็นผู้อนุญาตให้เอกชนเข้ามารับพัฒนาระบบ 3G ได้เมื่อปลายเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา โดยจัดทำเพียงแค่ข้อตกลงผลประโยชน์พิเศษ (Exclusive Dealing) โดยไม่ต้องประมูลสัมปทาน หรือกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงิน 19,980 ล้านบาท ให้ TOT จัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อขยายโครงข่าย 3G ของ TOT เองหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดระงับการประมูลเพียงไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งกลายเป็นการส่งเสริมให้องค์กรของภาครัฐเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับภาคเอกชน แทนที่จะมีผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสิบราย กลายเป็นการผูกขาดมากขึ้น

จากนี้ไป ไม่ว่าระบบ 3G จะเกิดได้หรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหาที่ผ่านมาก็ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายระดับชาติ เพื่อลดอุปสรรคปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในเมื่อ ประชาชนคนไทยและประเทศก็เสียเวลา เสียโอกาส มานานแล้ว ผมเห็นว่า เพื่อให้การอนุญาตคลื่นในระบบ 3G เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่บิดเบือน ไร้ข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ในโครงการที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยอยู่ในเวลานี้

ที่สำคัญรัฐบาลไม่ควรลืมว่า เป็นผู้ผลักดัน พ.ร.บ. กสทช.มาเอง รัฐบาลน่าจะรอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดตั้งเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน และกำหนดแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมทั้งแผนคลื่นความถี่แห่งชาติ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ภายในเวลา 180 หลังจากที่ พ.ร.บ.กสทช. มีผลบังคับใช้เมื่อ 19 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งคงไม่นานเกินรอ ดีกว่าจะเดินหน้าอย่างเร่งรีบจนอาจสร้างปัญหาใหม่ซ้ำซ้อนเข้ามาได้ อย่างกรณีที่คำสั่งเกิดขึ้นกับการเข้าตรวจสอบที่มาที่ไปของสัญญาระหว่าง CAT กับบริษัทเอกชนไทย

หากภาครัฐตั้งหลักใหม่ในการพัฒนาระบบ 3G ให้มั่น ก็ยังไม่สายเกินแก้ แต่ถ้ายังปล่อยให้ล่าช้าเนิ่นนานออกไปอีก โดยที่ไม่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ในการวางแผนให้ถูกต้อง โปร่งใส โอกาสที่จะสร้างประโยชน์ ก็อาจกลายเป็นแค่อากาศ

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

22 กุมภาพันธ์ 2554 11:00 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2571 คน (54.156.58.187) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 3176 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com