|
   
 

"สมคิด สิงสง"นักคิดแห่งลุ่มน้ำภาคอีสาน พูดถึงแนวทางจัดการทรัพยากรน้ำ "กลางวิกฤต" ที่รัฐบาลต้องฟัง

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา "สมคิด สิงสง"นักคิด นักประพันธ์ ในฐานะประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ได้รับเชิญจากคณะรัฐศาสตร์ (โครงการบริญญาโทสำหรับนักบริหาร-EPA 22)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ "นโยบายสาธารณะในยุคธรรมาภิบาล"
"สมคิด"ได้นำเสนอบทความทางวิชาการ เรื่อง "บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ต้องเริ่มจากจุลภาค" สาระของแนวคิดดังกล่าวมีดังนี้
๑. คำนำ

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ด้านน้ำก็จะเปลี่ยนไปด้วย ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และฤดูกาลของฝนและน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบถึงระบบนิเวศวิทยาลุ่มน้ำทั้งระบบ รวมทั้งพืช สัตว์ และคน ฯลฯ

ลุ่มน้ำคือแหล่งรวมของน้ำจำนวนหนึ่ง ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของน้ำ ดังนั้นการจัดการลุ่มน้ำจึงต้องทำอย่างเข้าใจสภาพทรัพยากรธรรมชาติโดยรวม คือคนต้องดัดแปลงตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่ดัดแปลงธรรมชาติมารับใช้ความรู้สึกของคน ซึ่งเป็นการฝืนหลักสัจธรรม

วัฏจักรของน้ำยังดำเนินไปดังเดิม คือระเหย และซึมลงใต้ดิน ส่วนที่ระเหยเป็นไอน้ำก็จะกลั่นตัวลงเป็นฝน ตกลงมาเป็นน้ำ ไม่มีระบบอื่นนอกเหนือจากนี้ ส่วนฝนจะตกเมื่อไรย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบนผิวโลก เมื่อก่อนมีฤดูกาลที่ชัดเจน แต่เวลานี้สภาพแวดล้อมบนโลกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นี่คือสิ่งท้าทายสำหรับมนุษย์ ที่จะต้องดัดแปลงตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ


๒. ลุ่มน้ำและการจัดการลุ่มน้ำ

ลุ่มน้ำมีหลายขนาด เช่นลุ่มน้ำโขงเป็น ๑ ใน ๑๐ ลุ่มน้ำใหญ่ของโลก ในประเทศไทยถ้าจะแบ่งใหญ่ๆ น่าจะมี ๒ ลุ่มน้ำ คือลุ่มที่ ๑ เป็นน้ำที่ไหลลงอ่าวไทย (ทะเล) และลุ่มที่ ๒ คือน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขง โดยมีเทือกเขาแดนลาวเป็นสันปันน้ำ และเมื่อแบ่งให้ละเอียดขึ้นก็จะพบว่าประเทศไทยมีลุ่มน้ำหลักอยู่ ๒๕ ลุ่มน้ำ ในจำนวนนั้นมี ๓ ลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกี่ยวเนื่องกับลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะลุ่มน้ำซีและมูลที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) จัดให้เป็นพื้นที่ย่อยที่ ๕ (5T) ของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

ประเทศไทยกำหนดให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นระบบลุ่มน้ำ เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ จัดตั้งกรมทรัพยากรน้ำขึ้นในกระทรวงใหม่ที่ชื่อว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ต่อเนื่องกันมาจนถึงฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชาติก็ยังเดินไปได้ไม่ถึงไหน

ปัญหาแรกน่าจะอยู่ที่เรื่องโครงสร้างของระบบราชการที่ ยังไม่เอื้ออำนวยในการบริหารจัดการเป็นระบบดังกล่าว เนื่องจากหน่วยงานที่มีภารกิจเดียวกันยังกระจัดกระจายอยู่หลายกระทรวงทบวง กรม จึงไม่มีเอกภาพด้านการบริหารอย่างเพียงพอ และแม้แต่ภายในหน่วยงานเดียวกันก็ยังไม่สามารถบูรณาการกันได้จริง ตัวอย่างเช่นภายในกรมทรัพยากรน้ำ ในสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค แต่ละส่วนงานก็จะต่างคนต่างทำ ไม่ประสานงานจริงตามหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM)

ปัญหาที่สองเป็นเรื่องระเบียบ และกฎหมาย ถึงแม้ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๕๐ จะกำหนดหน้าที่ขององค์กรลุ่มน้ำระดับต่างๆ ไว้ชัดเจนและมากมาย แต่ระเบียบดังกล่าวก็ไม่สามารถทำให้องค์กรลุ่มน้ำมีอำนาจจัดการในเรื่อง ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถไปบังคับให้บุคคลและองค์กรภาคนอกราชการปฏิบัติการตามความ ประสงค์ขององค์กรลุ่มน้ำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

ปัญหาที่สาม เรื่องความอ่อนแอขององค์กรลุ่มน้ำ เนื่องจากรัฐยังละเลยที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่หลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยังไม่จัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการดำเนินกระบวนการสร้างความเข้ม แข็งให้แก่องค์กรลุ่มน้ำอย่างเพียงพอ เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงนโยบายสาธารณะที่จะต้องให้เกิดความกระจ่างชัดยิ่ง กว่าที่เป็นมา

ประการที่สี่ เรื่องความเข้าใจของประชาชน (คน) ยังสวนทางกันระหว่างความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ กับความพยายามที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟู โดยพวกแรกจะอ้างปัญหาปากท้อง แล้วตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำมาแปรรูปขายเอาเงิน หรือไม่ก็ขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น โดยไม่เข้าใจหรือไม่ใส่ใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านลบต่อระบบนิเวศวิทยาลุ่ม น้ำ ซ้ำมิหนำ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าการขยายพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวในการ ปลูกพืชเศรษฐกิจโตเร็ว รวมทั้งทำสวนยางพารา ว่าเป็นการสร้างป่าไม้ อันแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจระบบ

นิเวศวิทยาลุ่มน้ำแม้แต่น้อยยังมีประเด็นปัญหาอีกมากมายที่ไม่อาจหยิบยก ขึ้นมาทั้งหมด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของบทความ ผมคิดว่าคงต้องหาโอกาสขยายความอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากให้บทความนี้ยืดยาวเกินไป


๓. การจัดการลุ่มน้ำต้องเริ่มจากระดับจุลภาค

จากประสบการณ์ของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ เรามีข้อสรุปว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องขาดปริมาณน้ำ แต่เป็นเรื่องขาดการจัดการที่ดี เนื่องจากวิธีคิดและความเข้าใจของผู้มีหน้าที่ในเรื่องนี้ยังมีความสับสน อยู่เป็นอันมาก เนื่องจากไม่ได้ทำความเข้าใจสภาพการณ์ที่เป็นจริง

กรณี ๓ ลุ่มน้ำหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำซี ที่ผ่านมามีความพยายามของนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายรัฐ ที่จะสร้างอภิมหาโครงการต่างๆ ขึ้นมาดำเนินการ เช่นโครงการโขงซีมูลที่ขยับขับเคลื่อนไม่ได้ ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง แล้วยังจะมีโครงการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงอันเป็นแม่น้ำนานาชาติ เข้าไปเติมระบบ ๓ ลุ่มน้ำหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

แต่เดิมผู้เขียนยอมรับว่าเป็นผู้หนึ่งที่คิด เรื่องนี้ในนามมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ในการเสนอแนวคิดผันน้ำจากแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เข้าไปเติมระบบ ๓ ลุ่มน้ำหลัก ภายใต้วาทกรรมที่ว่า “ผันน้ำโขงลงน้ำพอง” เพื่อทำให้อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์กลายเป็น “ธนาคารน้ำแห่งอีสาน” แต่เมื่อได้มาเรียนรู้จากโครงการนำร่องห้วยสามหมอ ลุ่มน้ำสาขาขนาดเล็ก ๑ ใน ๘๐ ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำหลักในอีสาน จึงพบว่าอภิมหาโครงการที่ว่ามาทั้งหลายนั้นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการแก้ ปัญหาปริมาณน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

๓.๑ การใช้น้ำในอีสานในเชิงนิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำ

เราพบว่าคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (ต่อไปจะเรียกคนอีสาน และภาคอีสาน) เขามีชีวิตทางวัฒนธรรมที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เมื่อรู้ว่าฤดูกาลของอีสานเป็นเช่นไร การทำนาในอดีตจะมีวิธีการอันแยบยล เริ่มจากความหลากหลายของพันธุ์ข้าว เช่นถ้าเป็นพื้นที่ลาดชัน ไม่สามารถขังน้ำได้เขาจะปลูกข้าวไร่ ในต้นฤดูฝนชาวนาจะปลูกข้าวพันธุ์เบา (ข้าวดอ) ตามด้วยข้าวกลาง และข้าวพันธุ์หนักในหน้าน้ำหลาก และเมื่อถึงเวลาหว่านดำข้าวพันธุ์หนัก ก็จะอยู่ในช่วงปลายพรรษา สามารถเก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์เบาได้แล้ว

จากนี้จะเห็นว่าวิถีวัฒนธรรมข้าวของอีสานจะสอดคล้องกับประเพณี “ฮีตสิบสองคองสิบสี่”[1] อย่างลงตัว สามารถกินทานได้ตลอดทั้งปีด้วยผลผลิตจากไร่นาที่ค่อยๆ ดำเนินการตลอดฤดูเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว โดยอาศัยแรงงานของตนและวัวควายเป็นสำคัญ และต่อมาวิถีเหล่านี้ถูกทำลายลงไปภายหลังที่มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง เป็นระบบในช่วงระยะราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ส่วนน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภค ส่วนหนึ่งจะอาศัยน้ำซับน้ำซึม และน้ำสร้าง (บ่อน้ำตื้น) ซึ่งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ในยุคสมัยนั้นได้ดูดซับเอาไว้ในฤดูฝน แล้วค่อยซึมค่อยซับออกมา ชาวบ้านจะพากันไปตักและหาบมาสะสมไว้ในแอ่งดิน เพื่อดื่มกิน หรือหากชุมชนใดไม่มีน้ำซับ พวกเขาจะพากันสงวนแหล่งน้ำผิวดินที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ผู้คน วัวควายลงไปทำความสกปรก เราเรียกว่า “หนองน้ำกิน”

เพียงรู้จักปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ก็สามารถดำรงชีพ สืบเผ่าพันธุ์มานับร้อยนับพันปี

๓.๒ การจัดการลุ่มน้ำทำไมต้องเริ่มจากระดับจุลภาค

การจัดการลุ่มน้ำไม่อาจใช้วิธีการเดียว แต่ต้องเป็นวิธีการที่หลากหลาย ภายใต้เหตุผลเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ เนื่องจากภายในลุ่มน้ำหลักลุ่มหนึ่งยังสามารถจำแนกออกเป็นลุ่มน้ำสาขา ในแต่ละลุ่มน้ำสาขาจำแนกออกเป็นหลายลุ่มน้ำย่อย และแต่ละลุ่มน้ำย่อยก็ประกอบด้วยหลายร่องน้ำ ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันไป

สังเกตได้จากในเวลาเดียวกัน หมู่บ้านหนึ่งๆ อาจประสบทั้งปัญหาน้ำหลากและปัญหาแล้งน้ำพร้อมๆ กัน ใครที่เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านจะเคยรายงานสถานการณ์ของหมู่บ้านในลักษณะดังกล่าว คือในหมู่บ้านเดียวมีทั้งผู้ประสบภัยแล้งและภัยน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน

ดังนั้นการจัดการลุ่มน้ำจึงต้องให้ความสำคัญกับ ระดับจุลภาค คือต้องเริ่มต้นจากระดับครัวเรือนและไร่นา ต้องมีระบบฐานข้อมูลที่สามารถจำแนกได้ว่าครัวเรือนใด ไร่นาใดมีปัญหาใด เช่นปัญหาขาดน้ำ ปัญหาน้ำมากเกินไป หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ซึ่งแต่ละปัญหาก็ต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันไป

ไร่นาที่มีปัญหาน้ำท่วม จำเป็นต้องมีระบบระบายน้ำที่ดี ไร่นาที่มีปัญหาขาดน้ำ จำเป็นต้องมีระบบส่งน้ำที่ดี แต่ทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องมีแหล่งเก็บกักน้ำในระดับไร่นา เพื่อเก็บออมปริมาณน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ในช่วงขาดน้ำจากระดับครัวเรือน ระดับไร่นา จึงจะเกิดการจัดการระดับลุ่มน้ำย่อย ลุ่มน้ำสาขา และลุ่มน้ำหลักตามลำดับ

กล่าวแล้วว่าจากประสบการณ์ลุ่มน้ำ กรณีห้วยสามหมอ เรามีปริมาณน้ำต้นทุนภายในลุ่มน้ำ และปริมาณน้ำที่ผันข้ามลุ่มรวมกันกว่า ๑๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่มีความจำเป็นใช้น้ำในทุกกิจกรรมไม่เกิน ๕๐-๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ทำไมจึงยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำในระดับไร่นา?

คำตอบก็คือการจัดการลุ่มน้ำยังไม่ได้เริ่มต้นจากระดับจุลภาค ถ้าเราสามารถจัดการระดับจุลภาคได้ อภิมหาโปรเจกต์ก็ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป


๓.๓ การจัดการลุ่มน้ำต้องพิจารณาเชิงระบบ

แม้ประเทศไทยจะพูดได้ว่ามีการนำหลักการบริหาร จัดการเป็นระบบลุ่มน้ำมาใช้ แต่ในความเป็นจริงก็ยังติดขัดปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงสร้างระบบราชการดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไม่ได้บูรณาการเชิงระบบอย่างที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่โดยระบบนิเวศวิทยาลุ่มน้ำแล้ว มันเกี่ยวเนื่องกันทั้งเรื่องของคน เรื่องดิน น้ำ ป่า ฯลฯ

โดยเฉพาะป่าไม้ ใครๆ ก็รู้ว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ป่าต้นไม้” อย่างเดียว แต่มันคือ “ป่าต้นน้ำ” ด้วย แต่ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ทศวรรษของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แผน ๑-๗) เราได้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ลงไปเป็นอันมาก ทั้งโดยการทำไม้และการขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตเกษตร เพื่อเป็นสินค้าส่งออก นำเงินตราเข้าประเทศ

กว่าจะหันหลังกลับและให้ความสำคัญกับฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ จึงมีแนวคิดของภาคประชาสังคมที่เสนอให้ต้นไม้ในที่ดินของเอกชนสามารถแปลง เป็นทรัพย์สินได้ โดยลงมือจัดตั้งธนาคารต้นไม้ ใครปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าสามารถนำฝากเป็นสินทรัพย์ในธนาคาร และเป็นที่มาของแนวคิด “๑ หัวนา ๑ ป่าน้อย” ที่สมาคมอีสานวิถี ที่มีนายบัณฑิตย์ อัครปะชะ แห่งดงแม่เผด ลุ่มน้ำยัง (สาขาของลุ่มน้ำซี) เป็นนายกสมาคม นับว่าเป็นแนวคิดที่รัฐบาลไทย และองค์กรระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขงสมควรให้การสนับสนุนเนื่องจากถ้าเริ่ม จากการทำความคิดของผู้คนให้สนใจสร้างป่า ก็จะนำไปสู่การฟื้นคืนคุณภาพของทรัพยากรดินและน้ำในที่สุด

๔.สรุปเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ แนวคิด และจุดยืนของคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ซึ่งได้เสวนากับคณะที่ปรึกษาของไจก้า ที่กำลังดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากแม่น้ำนานาชาติ คือแม่น้ำโขง ให้กับรัฐบาลไทยอยู่ในขณะนี้

Posted By : นัยน์กานต์  ชีวพรพิมล
File Under : General

19 สิงหาคม 2553 13:33 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2466 คน (54.156.58.187) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
"สมคิด สิงสง"นักคิดแห่งลุ่มน้ำภาคอีสาน พูดถึงแนวทางจัดการทรัพยากรน้ำ "กลางวิกฤต" ที่รัฐบาลต้องฟัง
 
นัยน์กานต์ ชีวพรพิมล
19 สิงหาคม 2553 13:33 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 2466 คน
 
 
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา "สมคิด สิงสง"นักคิด นักประพันธ์ ในฐานะประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ได้รับเชิญจากคณะรัฐศาสตร์ (โครงการบริญญาโทสำหรับนักบริหาร-EPA 22)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยาย...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
 
   
 
 
Dai-Ka.com